เสรีภาพในการแสดงออกในภาวะสงครามที่มีอุดมการณ์เพื่อปลดปล่อยรัฐปาตานี

โดยนายอาบีบุสตา ดอเลาะ

นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

(นักศึกษาฝึกงานมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิืม)

การสู้รบเป็นเครื่องมือสำหรับการเมือง เป้าหมายทางการเมือง (Political Object) คือต้นเหตุที่จูงใจในการทำสงครามและเป็นกรอบในการกำหนดระดับความเข้มข้นของสงครามสงครามที่ปาตานีมีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า5,000 คนมีผู้บาดเจ็บกว่าหมื่นคนและมีทรัพย์สินมากมายที่เสียหายถูกทำลายไม่ว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำของฝ่ายใด ความสูญเสียเหล่านี้สะท้อนถึงความเข้มข้นของสงคราม การที่กลุ่มขบวนการได้ใช้การสู้รบด้วยอาวุธเป็นเครื่องมือในการต่อสู้เนื่องจากเป้าหมายทางการเมืองหรือเหตุจูงใจในการทำสงครามนั้นคือ เอกราชหากการต่อสู้มีเป้าหมายเพื่อปกครองตนเองหรือเขตปกครองพิเศษ ความสูญเสียคงไม่มากขนาดนี้หรืออาจจะไม่มีความสูญเสียเลยฉะนั้นหากการทำสงครามสู้รบกับรัฐไทยของกลุ่มขบวนการมีเป้าหมายหรือเปลี่ยนเป้าหมายเพื่อเขตปกครองพิเศษหรือเขตปกครองตนเอง ย่อมเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่าและขาดทุนอย่างมหาศาลเมื่อเทียบกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นต่อรัฐไทย กองกำลังติดอาวุธของขบวนการและประชาชนทั่วไปเพราะการต่อสู้ที่ไม่ใช่เพื่อแบ่งแยกดินแดนสามารถกระทำได้อยู่แล้วตามกระบวนการประชาธิปไตยและตามกฎหมายโดยมิต้องใช้ความรุนแรง

การทำสงครามที่ปาตานีเป็นการสื่อสารให้สังคมรับรู้ทำนองว่า ฉันต้องการเอกราช รัฐไทยคือข้าศึกที่มารุกรานรัฐปาตานีเหตุผลที่มีการเลือกใช้ความรุนแรงในการต่อสู้เนื่องจากการต่อสู้แนวทางอื่นไม่ได้รับการตอบรับจากรัฐไทยและประชาคมโลก และการต่อสู้แนวทางอื่นมีความผิดเช่นเดียวกับการต่อสู้ด้วยอาวุธ วันนี้แม้รัฐไทยจะพยายามแก้ไขปัญหาต่างๆเพื่อลดเงื่อนไขในการทำสงครามแต่กระนั้นเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ที่รัฐปาตานีเคยเสียเอกราชให้แก่รัฐไทยจึงมีปัญหาว่ารัฐไทยจะลบเงื่อนไขดังกล่าวได้อย่างไร คงเป็นเงื่อนไขที่ไม่อาจลบหรือขจัดให้สิ้นซากได้และเป็นสาเหตุหลักของการทำสงครามที่ปาตานีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกพิสดารที่ อุดมการณ์เรียกร้องความเป็นธรรมจะมีในความคิดความรู้สึกของคนปาตานีทุกคนไม่มากก็น้อย ตราบใดที่รัฐปาตานียังไม่ได้รับเอกราชจากรัฐไทยอุดมการณ์เช่นนี้ก็จะยังคงมีสืบต่อไปยังรุ่นลูกรุ่นหลานแต่วิธีการต่อสู้ของแต่ละคนแต่ละกลุ่มอาจจะแตกต่างกันออกไปตามความเชื่อความรู้ความสามารถของตน

ที่ผ่านมาเราคงเคยได้ยินข่าวสารหรือการให้สัมภาษณ์จากฝ่ายต่างๆที่เรียกร้องให้กลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนยุติการใช้ความรุนแรง เมื่อการต่อสู้ที่ปาตานีจะต้องดำเนินต่อไปไม่ทางใดก็ทางหนึ่งแต่ความรุนแรงและความสูญเสียเป็นสิ่งที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้นจึงมีคำถามไปยังฝ่ายที่เรียกร้องให้ยุติการใช้ความรุนแรงว่า หากเราต้องการให้ยุติการใช้ความรุนแรงในการต่อสู้ที่ปาตานีเราสามารถยอมรับการต่อสู้เพื่อการปลดปล่อยรัฐปาตานี โดยสันติวิธีได้มากน้อยเพียงใดหากมีการยุติการใช้ความรุนแรงจริงแต่เปลี่ยนมาใช้วิธีการพูด ทำป้าย จัดเวทีอภิปราย ทำหนังสือเอกสาร แสดงความเห็นในโลกออนไลน์ ตั้งกลุ่มตั้งพรรคการเมืองหรืออื่นๆในการต่อสู้ว่าเขาต้องการเอกราช หรือเขตปกครองพิเศษหรือเขตปกครองตนเองหรืออย่างอื่นๆนอกจากนี้เป็นสิ่งที่สังคม
รับได้หรือไม่

 

เสรีภาพในการแสดงออกในภาวะสงครามที่มีอุดมการณ์เพื่อปลดปล่อยรัฐปาตานีจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ผู้ที่คิดต่างจากรัฐสามารถสื่อสารสิ่งที่เขาต้องการได้โดยที่ไม่ต้องใช้ความรุนแรง แต่ด้วยข้อกฎหมายทำให้การแสดงความคิดเห็นมีข้อจำกัดมากจึงทำให้มีการเลือกใช้ความรุนแรงในการต่อสู้เนื่องจากสามารถสื่อสารกับสังคมโดยที่มิต้องเปิดเผยตัวตนและไหวต่อการรับรู้ของสังคมเราเรียกร้องให้กลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนยุติการใช้ความรุนแรงแต่ขณะเดียวกันหากมีคนแสดงความเห็นหรือชู้ป้ายว่าเขาต้องการเอกราชหรือต้องการลงประชามติ เราก็รับไม่ได้ แบบนี้เราจะให้เขายุติการใช้ความรุนแรงได้อย่างไรวันนี้รัฐไทยต้องยอมรับว่ารัฐไม่สามารถขจัดอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนหรือการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมของคนปาตานีได้แต่รัฐสามารถสร้างทางเลือกในการต่อสู้ให้กับคนปาตานีโดยที่ไม่ต้องใช้ความรุนแรง ในบริบทของสงครามเช่นนี้รัฐจะต้องสร้างกระบวนการทางกฎหมายที่คุ้มครองผู้ที่เห็นต่างจากรัฐ ให้เขาสามารถต่อสู้ด้วยเหตุและผล หากมีบุคคลใดไม่เห็นด้วยกับอุดมการณ์ดังกล่าว เขาก็สามารถต่อสู้ถกเถียงแลกเปลี่ยนอภิปรายแสดงออกในสิ่งที่ตนต้องการได้
ด้วยเหตุและผลเช่นเดียวกัน

(การต่อสู้โดยการใช้ความรุนแรงและสันติวิธี)

การให้โอกาสแก่ผู้ที่เห็นต่างจากรัฐ ไม่ว่าเขาจะมีมุมมองในแก่ปัญหาอย่างไร เขาจะต้องการการปกครองตน (Autonomy)ต้องการเอกราช(Independence)ต้องการเขตปกครองพิเศษหรือหรือต้องการอะไรก็แล้วแต่และเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่เห็นด้วยสามารถต่อสู้กันด้วยเหตุและผลเพื่อให้ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับข้อเสนอขอฝ่ายต้น จะเป็นการเปิดโอกาสให้ให้ประชาชนปาตานีต่อสู้ด้วยสันติวิธีลดการการสูญเสียจากการใช้ความรุนแรง อาจมีคำถามว่าการเปิดโอกาสเช่นนี้จะเป็นการสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดนและเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายหรือไม่

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 1 บัญญัติว่า  “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้”และมาตรา 45 วรรค 1-2 วางหลักว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น”“การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ” จากบทกฎหมายดังกล่าวจะเห็นว่า การแสดงความคิดเห็นเพื่อแบ่งแยกดินแดนเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายและเป็นภัยอยู่บ้างต่อความมั่นคงของประเทศ  แต่ในบริบทของสงครามอันมีอุดมการณ์เพื่อปลดปล่อยรัฐปาตานีนั้น หากรัฐไทยไม่สร้างทางเลือกและยอมรับการต่อสู้ด้วยหนทางสันติวิธี การเรียกร้องให้กลุ่มขบวนการยุติการใช้ความรุนแรงจึงแทบจะไม่มีความหมาย

“รัฐบาลมาถูกทางแล้ว” นี้คือวาทะกรรมที่มาจากรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย แต่จนแล้วจนรอดไม่มีรัฐบาลใดสามารถแก้ไขปัญหาได้ เพราะไม่มีใครทราบว่าแท้ที่จริงแล้วคนปาตานีต้องการอะไร เราอาจเคยเห็นโพลส์สำรวจความคิดเห็นของประชาชนปาตานี ที่จัดทำขึ้นจากภาคประชาสังคมหรือองค์กรต่างๆทั้งจากเอกชนและรัฐบาล ว่าประชาชนปาตานีต้องการอะไร? ไม่ว่าคำตอบจะออกมาอย่างไร การตั้งคำถามในลักษณะนี้และคำตอบที่ได้จากประชาชนแทบจะไม่มีความหมาย เนื่องจากผู้ให้คำตอบอยู่ในภาวะที่ถูกบีบด้วยกฎหมายที่ไม่สามารถเห็นต่างจากรัฐได้และต้องตอบคำถามแสดงความต้องการเท่าที่ไม่ผิดกฎหมายเท่านั้น หากรัฐไทยไม่ทราบว่าประชาชนปาตานีต้องการเอกราชหรือเขตปกครองพิเศษหรือต้องการอะไรก็แล้วแต่ รัฐไทยจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้รัฐไทยจะมาถูกทางได้ก็ต่อเมื่อรัฐไทยแก้ไขปัญหาสอดคล้องกับความต้องการของคนปาตานี

ดังนั้น หากรัฐไทยต้องการปัญหาชายแดนใต้ เบื้องต้นรัฐต้องทราบให้แน่ชัดว่า คนปาตานีต้องการอะไร ต้องการเอกราชก็คือต้องการเอกราช ต้องการเขตปกครองพิเศษก็คือเขตปกครองพิเศษ ต้องการอยู่ภายใต้รัฐไทยก็คืออยู่ภายใต้รัฐไทย จึงจะสามารถจัดการกับปัญหาได้ถูกทาง รัฐไทยจึงต้องสร้างกระบวนการทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้ที่เห็นต่างจากรัฐ และที่สำคัญในภาวะที่ชายแดนใต้เป็นสงครามที่มีอุดมการณ์เพื่อปลดปล่อยรัฐปาตานีขอเสนอดังกล่าวนี้ จะทำให้สงครามที่ต่อสู้ด้วยอาวุธเปลี่ยนเป็นการต่อสู้ด้วยสันติวิธีซึ่งจะสร้างทางเลือกให้คนปาตานีต่อสู้โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรงลดการสูญเสียที่จะเกิดขึ้นต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์และกองกำลังติดอาวุธของทั้งสองฝ่ายแม้จะเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศอยู่บ้าง แต่คนปาตานีมีความรู้ มีตรรกะ มีเหตุผลและมีความสามารถพอในการตัดสินใจ ว่าเขาควรอยู่ภายใต้รัฐไทยต่อไปหรือควรแบ่งแยกดินแดนหรือควรจะแสดงเจตจำนงของตนเองอย่างไร

Posted in บทความ | Leave a comment

“รัฐต้องทบทวน ประชาชนต้องปรับตัว” ทัศนะนักกฎหมายมุสลิมต่อการพูดคุยสันติภาพ

มูฮำหมัด ดือราแม

เวที Bicara Patani ของฝากจากนักกฎหมายมุสลิมต่อการพูดคุยเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ จี้รัฐต้องทบทวนหลายประการ ทั้งกระบวนการยุติธรรม ยกเลิกกฎหมายพิเศษ เปิดพื้นที่ทางการเมือง ให้โอกาสประชาชน สร้างดุลอำนาจในพื้นที่ ชี้ประชาชนต้องปรับตัว กำหนดยุทธศาสตร์ร่วมเพื่อเดินไปข้างหน้า

นายอนุกูล อาแวปูเตะ ประธานศูนย์ทนายความมุสลิม ประจำจังหวัดปัตตานี มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม [MAC] กล่าวปาฐกถาในเวทีเสวนาปาตานี หรือ Bicara Patani หัวข้อ “28 ก.พ.: สัญญาณบวกหรือลบต่อกระบวนการสันติภาพปาตานี” หรือ “28 Feb : Petanda Baik atau Buruk Proses Damai Patani” เมื่อวันเสาร์ที่ 23 มีนาคม 2556 เวลา 13.00 น. ณ หอประชุมสำนักงานอธิการบดี (สนอ.) มอ.ปัตตานี จัดโดยโดย สหพันธ์นิสิตนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ [PERMAS] ร่วมกับองค์กรต่างๆ ในพื้นที่ โดยสรุปความได้ดังต่อไปนี้
ถ้าใครติดตามสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนใหญ่จะเห็นในมุมของความรุนแรงทางสื่อ แต่อีกมุมหนึ่งสังคมต้องการความช่วยเหลือ อีกมุมหนึ่งสังคมถูกกระทำหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการใช้อำนาจ สิ่งเหล่านี้คือเราะห์มัต(ความโปรดปรานของพระเจ้า) ที่ให้คนในพื้นที่มีโอกาสในการแสดงจิตใจสาธารณที่อยากจะช่วยเหลือโดยอาศัยพลังขององค์ความรู้ Continue reading
Posted in บทความ | Leave a comment

การยื่นเสนอรายงานวิจัยข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเรื่อง “กองทุนยุติธรรม” นโยบายทางเลือกดับไฟใต้ และเพิ่มความเท่าเทียมกันในสังคมไทย

“ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายแล่มนี้จะถูกนำไปใช้เป็นแนวทางหลักในการยกร่างพระราชบัญญัติกองทุน-ยุติธรรมภายในปลายปีนี้” คำกล่าวสนับสนุนรายงานวิจัยโดยรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ประชา พรหมนอก

 

ในวันที่ 14 มีนาคม 2556 ที่ผ่านมา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์, มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และศูนย์ทนายความมุสลิมได้ร่วมกันเข้ายื่นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเรื่อง “กองทุนยุติธรรม” แก่รัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม นายประชา พรหมนอก และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  Continue reading

Posted in บทความ | Leave a comment

เชิญร่วมงาน : “28 ก.พ. : สัญญาณบวกหรือลบต่อกระบวนการสันติภาพปาตานี”

เชิญร่วมติดตาม รับฟังและแลกเปลี่ยนร่วมกันในงาน เวทีเสวนาปาตานี หรือ Bicara Patani ในหัวข้อ “28 ก.พ. : สัญญาณบวกหรือลบต่อกระบวนการสันติภาพปาตานี” หรือ “28 Feb : Petanda Baik atau Buruk Proses Damai Patani” ในวันเสาร์ ที่ 23 มีนาคม 2556 ตั้งแต่เวลา 13.00 น. – 16.30 น. ณ หอประชุมสำนักงานอธิการบดี (สนอ.) มอ.ปัตตานี 

ร่วมเสวนาโดย

อับดุลกอฮาร์ หะยีอาวัง

ศูนย์ทนายความมุสลิม [MAC]

 

ชินตาโร ฮารา

ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มอ.ปัตตานี

 

ชลิดา ทาเจริญศักดิ์

มูลนิธิศักยภาพชุมชน

 

อาเต๊ฟ โซะโก

สถาบันเยาวชนเพื่อสันติภาพและการพัฒนา (YDA)

 

ตูแวดานียา ตูแวแมแง

สถาบันเยาวชนเพื่อสันติภาพและการพัฒนา (YDA)

 

ดำเนินรายการโดย

รอมซี ดอฆอ

ศูนย์วัฒนธรรมอิสลามเพื่อการพัฒนา [PUKIS]

หมายเหตุ : สำหรับผู้ที่ไม่สามารถมาร่วมในงานได้

(สามารถรับฟังในวิทยุออนไลน์ได้ที่ : http://rdselatan.com )

  • จังหวัดปัตตานี : FM 91.50 Mhz
  • จังหวัดยะลา : FM 96.25 Mhz
  • จังหวัดนราธิวาส : FM 101.75 Mhz

 

 

 

Posted in บทความ | Leave a comment

ระลึกถึงทนายสมชาย นีละไพจิตร

อับดุลกอฮาร์  หะยีอาวัง                                                                                                                 มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม

วันที่ ๑๒ มีนาคม เป็นวันซึ่งทนายความที่เคยร่วมทำงานอุดมการณ์เดียวกับทนายความสมชาย นีละไพจิตร ประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม ต้องใจหายจากการที่ต้องสูญเสียบุคคลสำคัญที่เป็นแบบอย่างของการต่อสู้และเรียกร้องเพื่อความเป็นธรรมให้กับผู้ที่ถูกกล่าวหาในคดีเกี่ยวกับความมั่นคงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ทั้งที่ทนายสมชายไม่ใช่คนสามจังหวัด แต่ด้วยความรู้สึกถึงความผูกพันในฐานะที่เป็นมุสลิมนับถือศาสนาเดียวกัน และเห็นว่าคนในสามจังหวัดเป็นผู้ถูกกระทำและไม่ได้รับความเป็นธรรมมาเป็นเวลา Continue reading

Posted in บทความ | 1 Comment

เปิดพื้นที่ทางการเมือง : บทบาทที่สื่ออย่างไทยพีบีเอสควรขานรับ

มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม

จากกรณีสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสนำเสนอรายงาน  กรณีสหพันธ์นิสิตนักศึกษาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สนนท.จชต.) มีลักษณะเป็นปีกการเมือง (political wing) ของขบวนการบีอาร์เอ็นโคออร์ดิเนท โดยนำเสนอแผนผังโครงสร้างที่แสดงถึงความเชื่อมโยงของขบวนการกับกลุ่มนักศึกษาในมหาวิทยาลัยทั้งในและนอกพื้นที่ การเสนอรายงานดังกล่าว เป็นผลพวงสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์การปะทะที่ค่ายทหาร บ้านยือลอ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ ที่กลุ่มผู้ติดอาวุธที่เข้าโจมตีค่ายทหารเสียชีวิตลง ๑๖ ศพ โดยหนึ่งในผู้เสียชีวิตเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา Continue reading

Posted in บทความ | Leave a comment

ศาลอาญา นัดสืบพยาน คดีที่พลตำรวจโทภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุทธยา ยื่นฟ้องนายอนุพงศ์ พันธชยางกูร (กำนันโต๊ะเด็ง) ข้อห่แจ้งความเท็จฯ

วันที่   22,23 และ 24  มกราคม  2556  เวลา  09.00 -16.30  น. ศาลอาญานัดสืบพยานคดีหมายเลขดำที่   3613/2552 กรณีพลตำรวจโทภาณุพงศ์  สิงหรา ณ อยุทธยา ยื่นฟ้องนายอนุพงศ์   พันธชยางกูร (กำนันโต๊ะเด็ง)  ข้อหาหรือฐานความผิด   แจ้งความเท็จ  ,  แจ้งความเท็จเกี่ยวกับคดีอาญา ,  รู้ว่าไม่มีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้น  แต่แจ้งความว่าได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น                            คดีนี้สืบเนื่องจากเหตุการณ์ปล้นปืนเมื่อวันที่  4  มกราคม  2547  นายอนุพงศ์  พันธชยางกูร  หรือกำนันโต๊ะเด็ง  จำเลยคดีนี้ได้ถูกพนักงานสืบสวนสอบสวนที่มี  พลตำรวจเอกโกวิท  วัฒนะ  เป็นหัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวน  จับกุมตัวเมื่อวันที่  5  มีนาคม  2547 ในระหว่างที่ถูกนำตัวโดยเครื่องบินของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มี โจทก์คดีนี้เป็นหัวหน้าในการควบคุมตัวเพื่อไปสอบสวนที่กองปรามปราบ  กรุงเทพมหานคร  จำเลยได้อ้างว่าถูกซ้อมทรมานทำร้ายร่างกาย  เพื่อให้รับสารภาพในคดีปล้นปืนและคดีฆ่าดาบตำรวจปัญญา ดาราฮีม

และยังได้อ้างอีกว่าหลังจากถูกนำตัวกลับจากกองปราบฯนำมาควบคุมอยู่ที่  สภ.ตันหยง  ยังได้ถูกโจทก์พร้อมด้วยตำรวจอีกหลายนายซ้อมทรมานให้รับสารภาพ                          ต่อมา  นายอนุพงศ์จำเลยในคดีนี้ถูกฟ้องเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยอื่นอีกรวม  4  คนในข้อหา  ร่วมกันฆ่าดายตำรวจปัญญา  ดาราฮีม  ที่ศาลอาญา  คดีหมายเลขดำที่  1689/2547  คดีหมายเลขแดงที่  1479/2549  ซึ่งศาลอาญาได้พิพากษยกฟ้องจำเลยทั้งสี่  และศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษยืนตามศาลอาญา                          คดีเป็นอันถึงที่สุด

ต่อมา  จำเลยคดีนี้ได้ไปร้องทุกข์กล่าวโทษพลตำรวจโท ภาณุพงศ์  ได้ร่วมกับพวกซ้อมทรมานทำร้ายร่างกายต่อ กรมสอบสวนคดีพิเศษ  ดีเอสไอ  ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ทำการสอบสวนและส่งเรื่องให้  ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด  ต่อมา  ป.ป.ช.ได้ชี้ว่า  พยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะฟังได้ว่า พลตำรวจโท ภาณุพงศ์  สิงหรา ณ อยุธยา  กับพวกรวม  19  คน  ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หลังจากนั้น  พลตำรวจโท ภาณุพงศ์  สิงหรา ณ อยุธยา  จึงได้มาฟ้องนายอนุพงศ์  พันธชยางกูร  เป็นดคีนี้ต่อศาลอาญา  ซึ่งศาลได้ทำการไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งว่า คดีมีมูล ประทับรับฟ้อง

รายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อทนายสิทธิพงษ์ จันทรวิโรจน์ 08-9873-1626

ทนายกมลศ้กดิ์ ลีวาเมาะ      08-1314-1785

Posted in บทความ | Leave a comment

Press Release on the Rohingas

Posted on 18 January 2013

It has been reported that a number of Rohingas are being held in custody by the authorities in various provinces in the South and there is a tendency that more of the Rohingas will be found in other places. Based on our initial information, these people have fled from dangers in Burma. They are seeking a better livelihood and security since the Rohingas are a Muslim ethnic minority in Burma and they have not been accepted by other groups of people who observe other religions. Such discrimination is tantamount to being a breach of the right to religion. And Continue reading

Posted in บทความ | Leave a comment

แถลงการณ์ต่อกรณีชาวโรฮิงญา

จากกรณีที่ปรากฎข่าวว่าชาวโรฮิงญา ได้ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวตามพื้นที่ต่างๆในจังหวัดภาคใต้ และมีแนวโน้มว่าอาจพบตัวกลุ่มชาวโรฮิงญาตามสถานที่ต่างๆอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลเบื้องต้นพบว่า กลุ่มคนเหล่านี้ได้หลบหนีภัยจากประเทศพม่า  และต้องการแสวงหาความเป็นอยู่และความปลอดภัยที่ดีกว่าเนื่องจากชาวโรฮิงญาเป็นกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มหนึ่งในประเทศพม่า อีกทั้งยังเป็นชนกลุ่มน้อยที่นับถือศาสนาอิสลาม ที่ไม่ได้รับการยอมรับจากประชากรส่วนอื่นๆ ที่นับถือศาสนาที่แตกต่าง อันเป็นการละเมิดสิทธิในการนับถือศาสนา และรัฐไม่ยอมรับว่าเป็นพลเมืองของรัฐ  เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ทำให้กลายเป็น Continue reading

Posted in บทความ | Leave a comment

มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมและเครือข่ายอาสาสมัครผู้ช่วยทนายความ จัดเวทีเสวนาสำหรับเยาวชนในหัวข้อ “บทบาทหน้าที่ของเยาวชนมุสลิมภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้ง”

วันที่ 20 มกราคม 2556 นี้ เวลา 08.30 – 12.30 น. มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมและเครือข่ายอาสาสมัครผู้ช่วยทนายความ มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม จะจัดเวทีเสวนาสำหรับเยาวชนในหัวข้อ “บทบาทหน้าที่ของเยาวชนมุสลิมภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้ง” ณ หาดวาสุกรี อ.สายบุรี จ.ปัตตานี  โดยมีตัวแทนขององค์กรภาคประชาสังคม นักวิชาการอิสระ กรรมการอิสลาม ผู้ปกครองเด็กกำพร้า ทนายความและผู้ช่วยทนายความจากมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม เข้าร่วมเสวนาในครั้งนี้

งานเสวนาเยาวชนในครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้กิจกรรมของโครงเยาวชนมุสลิมพลเมืองอาสา กับการมีส่วนร่วมวิถีประชาธิปไตยท้องถิ่นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมและเครือข่ายผู้ช่วยทนายความศูนย์ทนายความมุสลิม ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักวัฒนธรรม สถานทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย อันมีวัตถุประสงค์ในการ พัฒนาศักยภาพ ทั้งในแง่ของความรู้ ทัศนคติ และทักษะของเยาวชนผู้ขาดโอกาสทางสังคม เพื่อสร้างความเข้มแข็งในกลุ่มเยาวชนในการเป็นนักกิจกรรมเพื่อรณรงค์แก้ไขปัญหาสาธารณะ ปกป้องและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพทั้งของตนเองและชุมชนตามกระบวนการประชาธิปไตย

Posted in บทความ | Leave a comment